วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชาวไทโย้ย

ชาวไทโย้ย

ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทโย้ย


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ    ชนเผ่าโย้ย

           ชาวโย้ยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งในจังหวัดสกลนคร ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นชุมชนใหญ่ในเขตอำเภอวารนรนิวาสและอำเภออากาศอำนวย ในกลุ่มชาวไทโย้ยนี้เป็นกลุ่มที่มีความขยันหมั่นเพียรในการทำงาน มีความเป็นอยู่ในการดำเนินชีวิตอย่างมัธยัสถ์และสมถะ มีรูปแบบแนวทางวัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาพูดในกลุ่มของตนและยังมีการเรียนรู้และใช้ภาษาไทยลาว ภาษาไทยกลางในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น หรือในระบบราชการชาวไทโย้ยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ทำให้มีอิทธิพลต่อกรอบการดำเนินชีวิตและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความเป็นอยู่และเกิดการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม ซึ่งชาวไทโย้ยในอากาศอำนวยยังคงลักษณะเด่นเป็นเอกลัษณ์และคุณลักษณะต่างๆของชาติพันธุ์เดิมที่ได้รับสืบทอดมาดังนี้

            1. ชาวไทโย้ยบ้านอากาศอำนวยมีความเป็นอยู่อย่างมัธยัสถ์และสมถะ เรียบง่าย มีความพอใจในความเป็นอยู่ของตนเอง
            2. ชาวไทโย้ยรักษาเอกลัษณ์ของกลุ่มตนได้อย่างดี เช่น มีการพูดภาษาไทโย้ยภายในครอบครัวและในหมู่บ้านและมีประเพณีการละเล่นเป็นของตนเอง เช่น พิธีไหลห้านบูชาไฟ การละเล่น โย้ยกลองเลง เป็นต้น
            3. ชาวไทโย้ยมีความขยันอดทนในการทำงาน เช่น ทำนา ทำไร่ และการทอผ้าซึ่งปัจจุบันได้รับการส่งเสริมให้มีกลุ่มทอผ้าที่มีฝีมือ จนกลายเป็นสินค้าส่งไปจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศในปัจจุบัน
            4. ชาวไทโย้ยมีความรักความสามัคคีมีน้ำใจดี เคารพผู้อาวุโสและจะไม่ทะเลาะวิวาทกัน
            5. ชาวไทโย้ยเชื่อมั่นศรัทธาในศาสนาจะสังเกตจากจำนวนวัดซึ่งมีถึง 6 วัด คือ วัดอุมรัตนาราม วัดจอมแจ้ง วัดกลางพระแก้ว วัดทุ่ง วัดไตรภูมิ และวัดศรีโพนเมือง ตอนเช้าชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด แต่ในฤดูแล้งหนุ่มสาวชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ไปทำงานกรุงเทพฯจะนำกฐินหรือผ้าป่ามาทอดถวายวัด ได้เงินมาเป็นทุนพัฒนาหมู่บ้านและวัดเป็นประจำทุกปี สภาพทั่วไปของชุมชนชาวโย้ย อำเภออากาศอำนวยเดิมเป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ระหว่างเขตจังหวัดนครพนมและจังหวัดสกลนคร ชื่อว่าบ้านม่วงริมยามเพราะมีลำน้ำยามไหลผ่าน พื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกจึงราษฎรจากที่อื่นอพยพมาอาศัยอยู่บริเวณนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้บ้านม่วงริมยามมีความเจริญมากขึ้น ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดกระหม่อมให้ยกบ้านม่วงริมยามเป็นเมืองขนานนามใหม่ว่าเมืองอากาศอำนวย โดยพระบรมราชโองการแต่งตั้งท้าวศรีสุราชเป็นผู้ครองเมืองอากาศอำนวยจึงมีฐานะเป็นเมืองขึ้นกับจังหวัดนครพนมเป็นเวลานาน 70 ปี ต่อมาพุทธศักราช 2428 ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่ เทศาภิบาลเมืองอุดรธานีได้มาตรวจราชการที่อำเภออากาศอำนวยเห็นว่าการคมนาคมและการติดต่อไปมากับจังหวัดนครพนมไม่สะดวก จึงได้เสนอขอเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่ โดยยุบอำเภออากาศอำนวยเป็นตำบลและให้ขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ต่อมาปีพุทธศักราช 2506 จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มาตรวจราชการที่ภาคอีสานและได้มาตรวจเยี่ยมที่ตำบลอากาศอำนวยได้พิจารณาเห็นว่าตำบลอากาศอำนวยรวมทั้งตำบลวาใหญ่ ตำบลโพนแพง ตำบลโพนงาม รวม4 ตำบลนี้ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอวานรนิวาสมาก การติดต่อของราษฎรตำบลหนึ่งๆกับที่ว่าการอำเภอไม่สะดวกรวดเร็วและไม่สะดวกต่อการปกครองอีกดด้วย ทั้ง 4 ตำบลนี้มีบ้านเรือนของราษฎร หนาแน่นพอที่จะจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอขึ้นได้และประการสำคัญที่สุดเป็นท้องที่ที่มีผู้ก่อการร้ายแทรกซึมและเผยแพร่ลัทธิอยู่เป็นจำนวนมาก สมควรที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะได้ออกไปดูแลควบคุมป้องกันอย่างใกล้ชิด จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภออากาศอำนวยขึ้นกับอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2506 และต่อมาเมื่อมีความเจริญมากยิ่งขึ้นได้ยกฐานะจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภออากาศอำนวย เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2508 จนถึงปัจจุบัน กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่าชุมชนอากาศอำนวยแม้จะกำเนิดที่บ้านม่วงริมยาม แต่ชาวไทโย้ยส่วนหนึ่งก็ได้มีการเคลื่อนย้ายไปอยู่ในแหล่งอื่นๆมาโดยตลอดเส้นทางในการเคลื่อนย้ายจะไม่ห่างจากกลุ่มน้ำยามในบริเวณลุ่มน้ำสงครามซึ่งถือว่าเป็นบริเวณใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าวและมีการนำชื่ออากาศอำนวยมาเป็นชื่อกิ่งอำเภอหลายครั้งแสดงความผูกพันกับประวัติศาสตร์การตั้งหลักแหล่งครั้งแรกทำให้ชื่อกิ่งอำเภอแห่งนี้ปรากฏทั้งในเขตจังหวัดนครพนมและจังหวัดสกลนครในปัจจุบันซึ่งครองคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำสงคราม

เผ่าไทยโส้หรือไทยกะโซ่

เผ่าไทยโส้หรือไทยกะโซ่ 

อาศัยอยู่ในเขต อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เผ่าไทยโส้หรือไทยกะโซ่
    ประวัติความเป็นมา   ชาวไทยโส้ในพื้นที่จังหวัดนครพนม เป็นชาวไทยตระกูลเดียวกันกับพวกบรู หรือพวกไทยข่า  นักมนุษยวิทยาถือว่าพวกไทยโซ่เป็นชาติพันธุ์ของมนุษย์  ในกลุ่มมองโกเลียด์ มีภาษาขนบธรรมเนียมประเพณีแตกต่างไปจากพวกไทยข่า แต่ภาษานั้นถือว่า  อยู่ในตะกูลออสโตรอาเซียติดสาขามอญเขมรหรือตะตู  ซึ่งสถาบันวิจัยภาษาฯ  ของมหาวิทยาลัยมหิดลได้รวบรวมไว้บทความเรื่องภาษาตระกูลไทย

    พวกกะโซ่ซึ่งอพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่  3 ได้ตั้งขึ้นเป็นเมืองหลายเมือง คือ เมืองรามราช  เป็นชาวกะโซ่จากเมืองเซียงฮ่ม  ในแขวงสุวรรณเขต  ตั้งขึ้นเป็นเมืองรามราช ขึ้นกับเมืองนครพนม  เมื่อ  พ.ศ. 2387  โปรดเกล้าฯ  ตั้งให้ท้าวบัว  แห่งเมืองเชียงฮ่ม  เป็นพระทัยประเทศ  เป็นเจ้าเมืองเป็นคนแรก  ปัจจุบันเป็นพื้นที่รามราช  ตำบลพระทาย  ตำบลท่าจำปา  อำเภอท่าอุเทน  ตำบลโพนสวรรค์  จังหวัดนครพนมเป็นหมู่บ้านชาวไทยโส้

    นอกจากนั้นยังมีชาวไทยโส้อยู่ในท้องที่อำเภอปลาปาก  จังหวัดนครพนมอีกหลายหมู่บ้าน  เช่น  ตำบลโคกสูง  และบ้านวังตามัว  ในท้องที่อำเภอเมืองนครพนม

    ศิลปะ วัฒนธรรมกะโส้ซึ่งรักษาไว้เป็นเอกลักษณ์ประจำเชื่อชาติ ที่เด่นชัดก็คือโซ่ทั่งบั้ง  หรือภาษากะโซ่เรียกว่า  สะลา  เป็นพิธีการในการบวงสรวงวิญญาณของบรรพบุรุษประจำปีหรือเรียกขวัญและรักษาคนป่วย  กับพิธี  ซางกระมูด  ในงานศพ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พิธีกรรม  โซ่ทั่งบั้ง    1. พิธีกรรม  โซ่ทั่งบั้ง  เป็นภาษาชาวไทยอีสานเรียกชื่อพิธีกรรมของชาวกะโซ่คำว่าโซ่  หมายถึง พวกกะโซ่  คำว่าทั่ง แปลว่ากระทุ้ง  หรือกระแทก  คำว่าบั้ง  หมายถึงบ้องหรือกระบอกไม้ไผ่  โซ่ทั่งบั้ง ก็คือ  การใช้กระบอกไม้ไผ่ยาวประมาณ 3 ปล้อง  กระทุ้งดินให้เป็นจังหวะและมีผู้ร่ายรำและร้องรำไปตามจังหวะในพิธีกรรมของชาวกระโซ่  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  เมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร  เมื่อเสด็จถึงเมืองกุสุมาลย์  (อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร)  เมื่อ พ.ศ. 2449   ได้ทรงบันทึกการแสดงโซ่ ทั่งบั้งหรือสะลาไว้ว่า

    สลามีหม้อดินตั้งกลางแล้วมีคนต้นบทคนหนึ่ง  คนสะพายหน้าไม้  และลูกสำหรับยิงคนหนึ่ง คนตีฆ้องเรียกว่าพระเนาะคนหนึ่งคนถือไม้ไผ่สามปล้องสำหรับกระทุงดิน  รวมแปดคน เดินร้องรำเป็นวนเวียนไปมา  พอพักหนึ่งก็ดื่มอุและร้องรำต่อไป...

2.  พิธีซางกระมูด  เป็นพิธีกรรมก่อนนำศพลงจากเรือน คำว่า ซาง หมายถึง การกระทำหรือการจัดระเบียบ กระมูด แปลว่า ผี ซางกระมูด หมายถึง การจัดพิธีเกี่ยวกับคนตายชาวกระโซ่ถือว่า เมื่อคนตายไปแล้วจะเป็นผีดิบ จึงต้องกระทำพิธีซางกระมูดเสียก่อน เพื่อให้ผีดิบและวิญญาณของผู้ตายได้สงบสุข  มิฉะนั้นอาจทำให้ญาติพี่น้องเกิดเจ็บป่วยขึ้นได้

    อุปกรณ์ในพิธีซางกระมูดประกอบด้วย ขันโต(ขันกระหย่อง) สานด้วยไม้ไผ่สองใบ เป็นภาชนะใส่อุปกรณ์ต่างๆ  มีไม้ไผ่สานเป็นรูปจักจั่น 4 ตัว แทนวิญญาณของผู้ตาย นอกจากนี้ยังมีพานสำหรับยกครู (คาย) ประกอบด้วยขันธ์ 5 เทียน5 คู่ ดอกไม้สีเขียว เช่น ดอกลั่นทม 5คู่ เงินเหรียญ 12 บาท ไข่ดิบ  1  ฟอง

ดาบโบราณ  1   เล่ม  ขันหมาก  1   ขันมีดอกไม้อยู่ในขันหมาก   1   คู่  พร้อมด้วยบุหรี่  และเทียนสำหรับทำพีอีกหนึ่งเล่ม  ล่ามหรือหมอผีจะเป็นผู้กระทำพิธีและสอบถามวิญญาณของผู้ตายได้สงบสุข  เมื่อทราบความต้องการของวิญญาณแล้วญาติก็จะจัดสิ่งของไว้บวงสรวงวิญญาณ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พิธีซางกระมูด3.  พิธีเหยา  ในการรักษาคนป่วยหรือเรียกขวัญคล้ายๆ กับพิธีของชาวไทยอีสานทั่วไป  เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยหรือการเรียกขวัญ โดยหมอผีจะทำหน้าที่เป็นล่ามสอบถามวิญญาณของบรรพบุรุษ      

    ชาวไทยกะโซ่มีผิวกายที่ดำคล้ำเช่นเดียวกับพวกข่า  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงกล่าวถึงการแต่งกายของชาวกะโซ่ไว้ในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ ต่างๆ ภาค 4 เมื่อเสด็จภาคอีสานเมื่อ  พ.ศ.  2449  ไว้ว่า  ....ผู้หญิงไว้ผมสูงแต่งตัวนุ่งซิ่นสวมเสื้อแขนกระบอกย้อมครามห่มผ้าแถบ  ผู้ชายแต่งกายอย่างคนเมือง  แต่เดิมนุ่งผ้าเตี่ยวไว้ชายข้างหน้า ชายหนึ่ง


 ภูมิปัญญาพื้นบ้าน   เหยาเพื่อรักษาโรคต่างๆ

ภาษาที่ใช้ภาษาคือภาษาโส้     

           เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้เสด็จเยี่ยมพสกนิกรจังหวัด นครพนม  เมื่อ พ.ศ. 2498 ซึ่งจังหวัดมุกดาหารยังรวมอยู่ในจังหวัดนครพนม ชาวไทยกะโซ่
ได้แสดงโส้ทั่งบั้งหรือสะลาทอดพระเนตรพร้อมกับร้องคำถวายพระพรเป็นภาษากะโซ่ว่า       เซินตะดกละแสง  เซินแต่แซงมะนาง     เซินยอนางเอย    ดรุ๊กอีตู    จูเยก    ยางเอย        ดรุ๊กอีตูจูเยอวายเอย

ไฮพัดกระกมติตอนจิรอ  ไฮพัดระพอดิตรอนอิตูด  ตะรงยางเอย

ระกบเจ้ากวงมานะ      วอนเบาแบนเราะ     เนออาญาเฮาเอย

สะโอนเนาต๊กยะ      วอนเบาแบนเราะ     ดูกรองวไดเดอกะนางไฮเอย

คำแปล  ขอเชิญสิ่งศักดิ์สิทธ์ขุนเขา ขอเชิญแสงตะวันอันแรงกล้า เชิญเถิดขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ จงมาให้ขวัญทั้งหลายจงมาร่วมกัน ณ ที่นี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเอย ขอให้มาคุ้มครองสองเจ้าเหนือหัว ขอให้พระองค์อยู่ดีมีสุขเถิดพระเจ้าเราเอย ขอให้อย่ามีทุกข์และความเดือดร้อน  ขอให้พระองค์อยู่ดีมีสุขอยู่คู่เมืองไทย ปกป้องคุ้มครองพวกทั้งหลายตลอดไปเทอญ



เผ่าไท-ลาว หรือ ไทยอีสาน


เผ่าไท-ลาว หรือ ไทยอีสาน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว          กลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นกลุ่มเก่าที่สุด อพยพเข้ามา  ตั้งหลักแหล่งในแถบอีสาน โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนครกลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาวจะเป็นการอพยพจากบริเวณเขตจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคราม ยโสธร เข้ามาอาศัยอยู่ตามเขตพื้นที่ๆเป็นเนินสูง/ โน เป็นโคก และมีลุ่มน้ำไหลผ่าน เพื่อทำมาหากินกับการปลูกข้าวและหาอยู่หากินกับ ลุ่มแม่น้ำ ดังนั้น กลุ่มไทยลาวจึงกระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งดังกล่าว ในทุกเขตอำเภอของสกลนครและผสมผสานกับกลุ่มญ้อ ผู้ไท กะเลิง โย้ย  มากที่สุดในเขตอําเภอสว่างแดนดิน
 กลุ่มไท-ลาวได้รับอิทธิพลจากราชธานีเวียงจันทร์โบราณมีตัวอักษรไทยน้อย หรือตัวลาว อักษรธรรม หรือตัวขอม  พูดภาษาไทย-ลาว (ภาษาอีสาน) เป็นกลุ่มผู้นำทางด้านวัฒนธรรมภาคอีสาน เช่น ฮีตสิบสอง และคองสิบสี่ ก่อเกิดการทำบุญตามเทศกาลในรอบปี ทำให้มีงานบุญพระเวส (พระเวสสันดร) บุญบั้งไฟ เป็นต้น และยังมีการสวดสรภัญญะเป็นการสวดหมู่ทำนองไพเราะ มีการไหว้ครูบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งที่ควรเคารพบูชา มีสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาในศาสนา การศรัทธาวัดพระธาตุเชิงชุม  พระธาตุนารายณ์เจงเวงเป็นสถูปเจดีย์เพื่อการเคารพบูชา 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว

 นิยมตั้งหมู่บ้านเป็นกลุ่มบนที่ดอนเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "โนน" ยึดทำเลการทำนาเป็นสำคัญ
 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว
           การแต่งกายนิยมผ้าฝ้าย หากเป็นงานพิธีการจะนิยมผ้าไหม ผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่นยาวปิดเข่าตกแต่งชายผ้าซิ่น เรียกว่า ตีนซิ่น ห่มสไบทับหรือผ้าเบี่ยง ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกง ภาษาถิ่นเรียก  “โซ่ง” เสื้อคอกลมผ้าหน้าติดกระดุม นิยมผ้าขาวม้าคาดเอว
     อาหารของชาวไทยลาว จะรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก อาหารของชาวไทยลาว คือ อาหารเครื่องจิ้ม เช่น แจ่วบอง ป่นนานาชนิด เช่น ป่นเขียด ป่นกบ ป่นปลา เป็นต้น ในงานเทศกาลสำคัญของชาวไทยลาวจะมีอาหารพิเศษ เช่น ลาบหมู ลาบไก่ ลาบปลา ลาบวัว ก้อยกุ้ง ก้อยเนื้อ ก้อยหอย เนื้อวัว – เนื้อควายย่าง แกงต่าง ๆ ของชาวไทยลาวจึงเรียกว่า อ่อม ส่วนอาหารหลักประจำวันคือส้มตำมะละกอ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาหารของชาวไทยลาว

แผนที่ จังหวัด สกลนคร


แผนที่ จังหวัด สกลนคร

http://www.sakonnakhon.go.th/officeprovince/map/


แผนที่ท่องเที่ยว
http://www.sakonnakhon.go.th/officeprovince/map/

การเดินทาง

การเดินทางไปจังหวัดสกลนคร

            สกลนครอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 647 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางสู่จังหวัดสกลนครได้หลายวิธี ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัว รถประจำทาง และเครื่องบิน

1.โดยรถยนต์
           กรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 107 แยกขวาเข้าสู่ ทาง หลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา จนถึงอำเภอบ้านไผ่ แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 23 ไปจนถึงจังหวัดมหาสารคาม แล้วแยกใช้ทางหลวงหมายเลข 213 ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ จนถึงจังหวัดสกลนคร

2.โดยรถประจำทาง
            มีรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-สกลนคร ออกจากสถานีขนส่ง สายเหนือ (หมอชิต 2) ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร.1490 www.transport.co.th
ปัจจุบันบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้เปิดให้บริการจองตั๋วรถโดยสารออนไลน์แล้ว ติดต่อได้ที่ www.thaiticketmajor.com นอกจากนี้ยังสามารถซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ไทยรูท ดอทคอม www.thairoute.com

การเดินทางภายใน สกลนคร

           ในตัวจังหวัดสกลนครมีรถชนิดต่างๆ ให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการยานพาหนะต่างๆ ได้หลาย รูปแบบตามความเหมาะสม รถสองแถว มีวิ่งบริการจากสถานีขนส่งไปยังที่ต่างๆ ในตัวเมือง นักท่องเที่ยวอาจ เหมารถสองแถวไปเที่ยวได้ทั้งในเมืองและต่างอำเภอ คิดราคาวันละ 1,000-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและ การต่อรองรถสามล้อเครื่องและมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จอดอยู่ตามจุดต่างๆ ในจังหวัด เช่น หน้าตลาดเทศบาลหน้า สถานีขนส่งค่าบริการมีทั้งแบบตกลงกันตามแต่ระยะทางและแบบเหมาจ่าย ระยะทางจากอำเภอเมืองสกลนครไปยังอำเภอต่างๆ คือ
อำเภอโคกศรีสุพรรณ 22 กิโลเมตร
อำเภอเต่างอย 28 กิโลเมตร
อำเภอภูพาน 33 กิโลเมตร
อำเภอโพนนาแก้ว 35 กิโลเมตร
อำเภอพรรณานิคม 39 กิโลเมตร
อำเภอกุสุมาลย์ 40 กิโลเมตร
อำเภอพังโคน 54 กิโลเมตร
อำเภอกุดบาก 56 กิโลเมตร
อำเภออากาศอำนวย 57 กิโลเมตร
อำเภอวาริชภูมิ 69 กิโลเมตร
อำเภอสว่างแดนดิน 84 กิโลเมตร
อำเภอวานรนิวาส 85 กิโลเมตร
อำเภอเจริญศิลป์ 90 กิโลเมตร
อำเภอนิคมน้ำอูน 99 กิโลเมตร
อำเภอคำตากล้า 109 กิโลเมตร
อำเภอส่องดาว 109 กิโลเมตร
อำเภอบ้านม่วง 120 กิโลเมตร